เรื่องย่อ กีซึงนัง จอมนางสองแผ่นดิน (Empress Ki) ต่อ ตอนที่ 2

13 ปีต่อมา ซึงนังแปลงเป็นนักแม่นธนูและยังคงแต่งตัวเป็นชาย คุณเป็นหัวหน้าแก๊งรับจ้างขนส่งเกลือจากโกดังเกลือในย่านอินจู (ในยุคนั้นการลักลอบค้าเกลือเป็นสิ่งผิดกฏหมายและมีโทษหนัก) เมื่อคิดว่าปริมาณเกลือมีมากกว่าเดิมถึงสองเท่า คุณจึงเรียกเก็บค่าจ้างจากเสิ่นหยางอ๋องเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวเพราะต้องใช้คนมากขึ้นและเป็นงานที่อาจมีภัยถึงชีวิต เสิ่นหยางอ๋องยอมจ่ายเท่าที่ซึงนังต้องการและบอกว่าต่อไปปริมาณเกลือจะมากเพิ่มขึ้น “โจชัม” ได้ยินดังนั้นจึงอดเป็นหนักใจไม่ได้ เพราะเกรงว่าสักวันพวกตนอาจถูกราชสำนักจับได้ แต่เสิ่นหยางอ๋องจำเป็นต้องยอมเสี่ยงเพราะอีกไม่นานพระราชาโครยอจะประกาศชื่อผู้สืบทอดราชบัลลังก์ เพื่อให้ส่งเสริมให้ตนได้รับเลือกราชวงศ์หยวนจำเป็นต้องเรียกร้องบรรณาการเพิ่มมากขึ้นแน่ ถึงกระนั้นเขาก็มั่นใจว่าตนเป็นตัวเก็ง เพราะพระราชาทรงพระประชวร ส่วนองค์ชายรัชผู้สืบสกุลก็ทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย
ที่แท้เสิ่นหยางอ๋องสั่งให้โจชัมคอยตามสอดแนมพฤติกรรมองค์ชายวังยู (ซึ่งกลับมาโครยอแล้วและปกปิดฐานะที่แท้จริงของตนเองเอาไว้) องค์ชายวังยูจึงแกล้งทำเป็นขึ้นเวทีประลองกับนักเลงแล้วพ่ายแพ้ยับเยิน (แท้จริงแล้วคู่ต่อสู้ขององค์ชายวังยูคือ “จอมพัค” ซึ่งเป็นคนขององค์ชายที่พูดติดสำเนียงชาวเหนือ) ขันทีพังและจอมพัคเห็นองค์ชายหมดสติจึงพากันร่ำไห้ด้วยความเป็นห่วง อยู่ๆ องค์ชายวังยูก็ลุกขึ้นนั่งแล้วดีดนิ้วพลางบอกว่าตนจะไปอินจู (ปัจจุบันคือ “อินชอน”) ขันทีพังคิดว่าองค์ชายวังยูมัวแต่สนใจเรื่องการต่อสู้จึงเตือนว่าเสิ่นหยางอ๋องกำลังจ้องฮุบบัลลังก์โครยอ องค์ชายวังยูแย้งว่าตนไม่สนเรื่องเสิ่นหยางอ๋อง จากนั้นก็หันไปถามจอมพัคด้วยความตื่นเต้นว่าความสามารถของพวกนักเลงในย่านอินจูเป็นอย่างไร ขันทีพังแอบส่งสัญญาณบอกจอมพัคว่าอย่าพูด แต่จอมพัคไม่สนใจและเล่าว่าพวกนั้นมักติดต่อและทำการค้ากับพวกหยวนเป็นประจำเลยเขี้ยวลากดินทำให้รับมือได้ยาก โดยเฉพาะอย่างมากหัวหน้าแก๊งที่มีฉายาว่า “ซึงนังอี” (ซึงนยังอี แปลว่า หมาจิ้งจอก) กล่าวกันว่าคนๆ นี้สามารถยิงนกได้ในระยะเกือบ 300 เมตร ทั้งยังคอยคุ้มกันพ่อค้าแม่ค้าในเมืองอินจู และรับ (ซื้อ) ลูกชายทาสมาเป็นสมุน โดยเรียกคนเหล่านั้นว่าลูกหมา (จิ้งจอก) องค์ชายวังยูได้ฟังดังนั้นจึงชวนทุกคนไปล่าลูกหมาจิ้งจอกที่อินจู

ความจริงแล้วซึงนังตั้งแก๊งเพื่อให้ระดมเงินไถ่ตัวและช่วยเหลือพี่น้องพี่น้องของลูกสมุนที่ถูกส่งตัวไปเป็นหญิงบรรณาการที่ต้าหยวน โดยหวังว่าสักวันจะพาหญิงบรรณาการทุกคนกลับโครยอ ขณะที่คุณหารือเรื่องนี้กับลูกน้อง ก็มีเด็กชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาตามซึงนัง ปรากฏว่าจอมพัคพาคนบุกไปหาเรื่องซึงนังที่โรงเตี๊ยม ทั้งยังทำวางท่าและพูดจาอวดเบ่งกับซึงนัง แต่ซึงนังไม่เล่นด้วย คุณยิงธนูเข้าที่มือของจอมพัคเพื่อให้เป็นการตักเตือน ก่อนขู่ว่าถ้ายังซ่าไม่เลิกธนูดอกต่อไปจะปักเข้าที่หัวใครบางคน ไหมก็บนใบหน้าของจอมพัค

จอมพัคกลับมารายงานองค์ชายวังยูว่าความสามารถยิงธนูของซึงนังทั้งเร็วและแม่นยำมากจนตนไม่รู้ว่าจะอธิบายเป็นคำพูดยังไง องค์ชายวังยูพิจารณาลูกธนูในมือ (ซึ่งมีขนาดเล็กและสั้นกว่าธนูทั่วไป) ก่อนถาม “ชเว มูซง” ว่าเคยเห็นลูกธนูลักษณะนี้ไหม มูซงกล่าวว่านั่นคือลูกธนูน้อย เป็นลูกธนูสั้นที่ใช้ยิงผ่านรางไม้ ถึงแม้จะมีขนาดเล็กแต่อานุภาพร้ายแรงมาก (ธนูดังที่กล่าวมาแล้วใช้ลูกธนูยาวเพียงครึ่งหนึ่งของลูกธนูทั่วไปเพื่อให้ให้ยิงได้เร็ว แรง และไกลกว่าเดิม เวลายิงจึงต้องทิ่มลูกธนูเข้าไปในลำไม้ไผ่หรือรางไม้เพื่อให้จะได้ดึงสายธนูให้ตึง) องค์ชายวังยูฟังแล้วชักเริ่มสนใจในตัวซึงนังเลยอยากท้าดวลกันซักตั้ง มูซงมองว่าเสี่ยงเกินไปจึงขอประลองกับซึงนังเอง องค์ชายวังยูแย้งว่าตนไม่เคยยิงธนูแพ้ใครและอยากเห็นความสามารถของซึงนังกับตาตนเอง

ในที่สุดองค์ชายวังยูและซึงนังก็เผชิญหน้ากันเป็นนัดแรก องค์ชายวังยูท้าให้ซึงนังมาแข่งยิงธนูกับตนโดยบอกว่าถ้าตนเป็นข้างพ่ายแพ้จะยอมจากไปแต่โดยดี แต่ถ้าตนเป็นข้างชนะซึงนังจำเป็นจะต้องมาทำงานให้ตน องค์ชายวังยูอ้างว่าการแข่งขันยิงธนูแบบปกติมันน่าเบื่อเกินไปเลยเสนอให้ต่างข้างต่างดื่มเหล้าคนละจอกก่อนลงมือยิง (เพราะคิดว่าตนคอแข็งกว่าจึงน่าจะได้เปรียบ) ซึงนังเลยเสนอให้นำฝาไม้ปิดไหเหล้ามาทำเป็นเป้าและให้ลูกน้องคนหนึ่งของพวกตนเป็นคนยกเป้า (แม้จะคอไม่แข็งแต่ซึงนังมั่นใจว่าตนยิงแม่นกว่า) องค์ชายและพวกได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหน้าถอดสี เมื่อซึงนังถามลูกน้องว่าใครจะอาสามายกเป้าให้ตน ปรากฏว่าทุกคนต่างแย่งกันยกมือ เด็กชายหนุ่มคนหนึ่งชิงหยิบฝาไหมาถือไว้ในมือแล้วบอกว่าตนจะเป็นคนยกเป้าให้เอง

องค์ชายวังยูหันไปมองคนของตนเพื่อให้ดูว่าใครจะอาสามาเป็นหน่วยกล้าตาย ปรากฏว่าทุกคนต่างพร้อมใจกันหลบตาและเบือนหน้าหนี ซึงนังจึงเย้ยว่าไม่มีเชื่อมั่นในตัวเขาสักคน ขันทีพังไม่อยากให้องค์ชายเสียหน้าเลยสะกิดมูซง มูซงจึงขันอาสาอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก เมื่อซึงนังเริ่มดื่มเหล้าแล้วลงมือยิง ลูกน้องของเขายืนยกเป้าแบบชิลๆ เพราะมั่นใจในความสามารถของหัวหน้า ผิดกับมูซงที่ลุ้นระทึกและหลับตาปี๋ทุกครั้งเวลาองค์ชายวังยูเล็งธนูมาที่ตน หลังสลับกันดื่มและยิงธนูได้พักใหญ่ทั้งสองข้างก็เริ่มมีอาการมึนเมา ถีงกระนั้นซึงนังยังคงสู้ไม่ถอยและยิงแม่นเหมือนเดิม ในขณะที่องค์ชายเริ่มยืนโอนเอนทำให้เล็งธนูส่ายไปมา มูซงเลยต้องเอียงตัวตามด้วยใจระทึก เมื่อธนูพุ่งเข้าเป้ามูซงก็แทบร่ำไห้ด้วยคุณงามความดีใจที่รอดตาย

ในที่สุดซึงนังก็เริ่มประคองตัวไม่อยู่ ลูกน้องของเขาเห็นดังนั้นก็เริ่มเป็นห่วงแต่ยังคงร้องบอกซึงนังให้ยิงโดยไม่ต้องห่วงตน มูซงส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัวและภาวนาไม่ให้ซึงนังยิงเพราะกลัวโดนลูกหลง เมื่อซึงนังเล็งไปที่เป้าแล้วพบว่าตนตาพร่า ทั้งยังเห็นสีหน้าไม่ค่อยสบายใจของลูกน้อง คุณจึงเล็งธนูไปที่องค์ชายวังยูแทน ลูกน้องของทั้งสองข้างต่างพากันกรูเข้าไปห้ามและดึงธนูออกจากมือซึงนัง องค์ชายวังยูชี้ว่าเป้าคือลูกน้องของซึงนังไม่ใช่ตน ซึงนังยืนไม่อยู่เลยเกาะไหล่องค์ชายแล้วบอกว่าให้ตนฆ่าเขายังดีเสียกว่า องค์ชายสบโอกาสเลยเขย่าตัวซึงนังพลางร้องถามว่ายอมแพ้แล้วใช่ไหม ซึงนังอั้นไม่ไหวเลยก้มหน้าอาเจียนใส่หน้าอกองค์ชายวังยู องค์ชายวังยูนึกว่าซึงนังพยักหน้ายอมแพ้เลยประกาศก้องว่าตนชนะแล้ว

คืนนั้นองค์ชายวังยูเลี้ยงฉลองชัยชนะโดยมีเหล่าสมุนของซึงนังมาร่วมสังสรรค์ด้วย (ซึงนังแพ้การแข่งขัน ลูกน้องของคุณเลยต้องมาทำงานให้องค์ชายตามสัญญา) เมื่อซึงนังรู้สึกตัวและสร่างเมาก็พบว่าองค์ชายวังยูกำลังนั่งเล่น “กอมุนโก” (พิณโบราณเกาหลี เป็นเครื่องดีดตระกูลเดียวกับจะเข้) อยู่ภายในห้อง คุณจึงนอนฟังและแกล้งทำเป็นหลับเมื่อองค์ชายหันมามอง พอรู้ว่าองค์ชายรู้ทันคุณเลยแกล้งทำเป็นบิดขี้เกียจเหมือนพึ่งตื่น จากนั้นก็ตั้งข้อคิดเห็นว่าองค์ชายไม่ใช่คนประเภทที่จะมาเกลือกกลั้วอยู่ในโคลนตม องค์ชายจึงถามว่าตนเป็นคนประเภทไหน ซึงนังตอบว่าเป็นคนที่มาจากครอบครัวดีมีชาติตระกูล ฐานะมั่งคั่ง และชอบหว่านเสน่ห์ องค์ชายกล่าวว่าเรื่องครอบครัวตนไม่รู้แต่เรื่องหว่านเสน่ห์นี่ใช่เลย พูดจบก็หัวเราะร่วน ซึงนังแอบทำหน้าหมั่นไส้ก่อนชะเง้อมองเครื่องดนตรีขององค์ชาย องค์ชายเห็นดังนั้นจึงถามซึงนังว่าเล่นกอมุนโกเป็นไหม ซึงนังไม่อยากตอบว่าตนเล่นไม่เป็นเลยแกล้งยกชาขึ้นดื่ม องค์ชายเลยถามว่าอยากหัดเล่นไหม ซึงนังสวนกลับว่าเล่นเป็นแล้วดียังไง องค์ชายตอบว่าสาวเห็นเป็นต้องหลง จากนั้นก็เสนอว่าตนจะสอนกอมุนโกให้ซึงนัง ส่วนซึงนังต้องสอนวิธียิงธนูสั้นให้ตน

ซึงนังยังไม่ทันตอบรับหรือปฏิเสธ องค์ชายวังยูก็ยกกอมุนโกมาวางตรงหน้าคุณ จากนั้นก็ขยับไปนั่งทางด้านหลังแล้วเอื้อมแขนมาจับมือซึงนังพลางสอนวิธีดีดให้ ซึงนังรีบสะบัดตัวออกด้วยความตกอกตกใจ แต่องค์ชายไม่สนและเริ่มจับมือซึงนังดีดกอมุนโกใหม่อีกทีจากนั้นก็ลอบมองใบหน้าคุณ หลังหัดเล่นได้สักพักซึงนังก็เริ่มเคลิ้มไปกับเสียงดนตรี อยู่ๆ องค์ชายก็ทักว่ามือคุณนิ่มเกินไปสำหรับนักยิงธนู จากนั้นก็ยื่นหน้าเผ่านาใกล้ๆ ใบหน้าซึงนังแล้วบอกว่าต่อไปตนจะดีดเร็วขึ้น ซึงนังทั้งหวั่นไหวและสะดุ้งจนลืมตัวเลยผลักกอมุนโกออก จากนั้นก็กระชากคอเสื้อองค์ชายพลางเงื้อแท่งไม้ดีดกอมุนโกจนสุดแขนประหนึ่งว่าจะแทงกันให้ตายไปข้างหนึ่ง เมื่อเห็นองค์ชายวังยูทำหน้าตระหนกตกใจ ซึงนังก็เริ่มตั้งสติได้จึงรีบปล่อยแท่งไม้แล้วกล่าวคำอำลาเสียงเข้มก่อนหันหลังเดินจากไป องค์ชายวังยูรีบทวงถามเรื่องการสอนยิงธนู ซึงนังจึงเหน็บว่าองค์ชายควรเอาดีกับการเล่นกอมุนโกและหว่านเสน่ห์ใส่สาวๆ เพราะมันเหมาะกับเขามากกว่า

องค์ชายวังยูเตือนว่าซึงนังแพ้การแข่งขันจึงต้องมาทำงานให้และต้องเชื่อฟังคำสั่งตน ซึงนังกล่าวว่าอุบายตื้นๆ อย่างนี้ควรเอาไว้ใช้กับหมาข้างถนนไม่ใช่กับตนเพราะตนเป็นหมาจิ้งจอก (ซึงนยังอี) องค์ชายจึงเปลี่ยนแผนโดยบอกให้ซึงนังมาเป็นน้องชายของตนแทน แถมยังโกหกว่าเพื่อให้นสนิทของตนคือองค์ชายรัชผู้สืบสกุล หากซึงนังยอมมาเป็นน้องชายตนก็เท่ากับมีพี่ใหญ่เป็นถึงองค์ชายรัชผู้สืบสกุลแห่งโครยอ ซึงนังไม่สนและชี้ว่าตนยอมกินขี้ม้ายังดีเสียกว่าขายคนของตนเป็นเครื่องบรรณาการ องค์ชายวังยูฟังแล้วถึงกับอึ้ง เขากล่าวว่าสำหรับซึงนังแล้วโลกใบนี้คงมีแต่ความขมขื่น ซึงนังกล่าวว่าเพราะโลกใบนี้มันเน่าเฟะ พวกหนอนพยาธิในวังที่ขายตัวดุจนางโลมคือกลุ่มคนที่ชั่วช้ามากที่สุด คุณขู่องค์ชายว่าถ้ายังตามรังควานพวกตนไม่เลิกต่อไปเป้าธนูจะไม่ใช่ฝาไหแต่จะเปลี่ยนเป็นหัวเขาแทน เมื่อซึงนังออกไปแล้ว องค์ชายจึงได้แต่บ่นเสียดายทักษะของซึงนัง

ซึงนังรู้สึกแปลกใจที่เห็นโจชัมมาดักรอตนหน้าโรงเตี๊ยม (ที่องค์ชายเข้าพัก) เมื่อถูกถามว่ามีธุระอะไรกับคนพวกนั้น (กลุ่มองค์ชาย) ซึงนังตอบตามตรงว่าพวกตนแข่งยิงธนูกัน และถามว่าพวกนั้นเป็นใครกันแน่ โจชัมไม่ตอบแต่คาดคั้นว่าพวกเขาถามเรื่องค้าเกลือไหม ซึงนังตอบว่าไม่ถามสักคำ คุณถามโจชัมว่าพวกเขาเป็นผู้ตรวจการณ์หรือ โจชัมไม่ยอมตอบและเตือนว่าถ้าเสิ่นหยางอ๋องรู้เข้าต้องไม่พอใจแน่ จากนั้นก็ห้ามไม่ให้ซึงนังข้องแวะกับองค์ชายอีก

องค์ชายวังยูนั่งรอเจ้าของผ้าโพกหัวสีแดงตามเวลานัด หลังผู้ตรวจการ (หรือ “โตวฉาเยวี่ยน” ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางระดับสูงที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้หยวน มีหน้าที่ตรวจทานการทำงานของเหล่าขุนนางเพื่อให้ป้องกันการทุจริตหรือทำผิดวินัย โดยเฉพาะอย่างมากการคอร์รัปชั่นและรับสินบน ทั้งยังคอยเป็นหูเป็นตาให้ฮ่องเต้อีกด้วย) นำข้อความพร้อมผ้าโพกหัวสีแดงมาให้ดูเมื่อหลายวันก่อน (ส่งผ่านนกพิราบสื่อสาร) เนื้อความในกระดาษกล่าวว่า ถ้าอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการลักลอบค้าเกลือของเสิ่นหยางอ๋องให้มาที่อินจูและโพกผ้าผืนนี้ หลังอ่านจบองค์ชายจึงอาสาทำงานนี้เองโดยให้เหตุผลว่าตนตบตาเสิ่นหยางอ๋องได้ง่ายกว่า (หากผู้ตรวจการทำหน้าที่นี้เสิ่นหยางอ๋องอาจไหวตัวทัน) ผู้ตรวจการแย้งว่าองค์ชายอาจเป็นอันตราย แต่องค์ชายวังยูไม่สนใจทั้งยังถอดผ้าโพกหัวของตนออกแล้วบอกให้ผู้ตรวจการชาวหยวนส่งผ้าโพกหัวของตนกลับไปให้เจ้าของข้อความ (ผ่านนกพิราบตัวเดิม) เมื่อไปถึงอินจูแล้วตนจะได้รู้ว่าเขาเป็นใคร ทั้งนี้เพื่อให้ความปลอดภัยของทั้งสองข้าง ด้วยเหตุนี้องค์ชายจึงโพกผ้าสีแดงตั้งแต่วันแรกที่มาถึงอินจู

เมื่อถึงเวลานัด องค์ชายวังยูรู้สึกแปลกใจที่ผู้ตรวจการ (ซึ่งปลอมตัวเป็นสามัญชน) เป็นข้างมาพบตนที่อินจูแทนที่จะเป็นเจ้าของผ้าโพกหัวสีแดง ผู้ตรวจการกล่าวว่าเจ้าของผ้าโพกหัวไม่อาจมาตามนัดจึงส่งข้อความมาบอกว่า… เขายังไม่ทันบอกเนื้อความในจดหมายก็ถูกธนูยิงเข้าที่กลางอกเสียก่อนทำให้เสียชีวิตทันที

เสิ่นหยางอ๋องโกรธมากหลังรู้ว่าผู้ตรวจการกำลังตามสืบเรื่องที่ตนลักลอบค้าเกลือ ทั้งยังสงสัยว่าใครกันที่เป็นหนอนบ่อนไส้ โจชัมกล่าวว่าน่าจะเป็นพวกพ่อค้ารายย่อย เสิ่นหยางอ๋องจึงถามผู้ดูแลธุรกิจเกลือในอินจูว่ากลุ่มของเขามีคนรู้เรื่องกี่คน เมื่อชายคนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วตอบว่ามี 3 คน เสิ่นหยางอ๋องจึงสรุปว่ามีคนรู้เรื่องทั้งหมด 6 คน (รวมโจชัมและซึงนังที่นั่งอยู่ด้านในห้องด้วย) โจชัมถามซึงนังว่ามีใครรู้เรื่องนี้อีกหรือเปล่า ซึงนังตอบว่าลูกน้องของตนรู้แค่เรื่องขนเกลือ เสิ่นหยางอ๋องจึงสั่งให้ผู้ดูแลการค้าเกลือไปเคลียร์กับเจ้าเมืองอินจู และบอกให้ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน เมื่อทุกคนออกไปแล้ว เสิ่นหยางอ๋องก็ถามชายชุดดำที่แอบอยู่หลังฉาก (และเป็นคนลอบฆ่าผู้ตรวจการชาวหยวน) ว่าองค์ชายวังยูยังไม่ได้ข้อมูลอะไรใช่ไหม ชายชุดดำตอบว่าตนยิงผู้ตรวจการก่อนที่เขาจะพูดและถามเสิ่นหยางอ๋องว่า แน่ใจหรือว่าในหมู่พวกตนมีหนอนบ่อนไส้ เสิ่นหยางอ๋องกล่าวว่าคนเดียวที่ไว้ใจได้คือ…ซึงนัง จากนั้นก็สั่งให้ชายชุดดำคอยจับตาดูการเคลื่อนที่ขององค์ชายวังยู

ด้านองค์ชายวังยูก็สงสัยเช่นกันว่ามีสายลับในหมู่พวกตน มิเช่นนั้นผู้ตรวจการซึ่งอยู่ข้างตนคงไม่โดนลอบฆ่า มูซงสงสัยว่าอาจเป็นหนึ่งในคนของจอมพัค ขันทีพังสบโอกาสบอกให้องค์ชายรีบเสด็จกลับเพราะที่นี่อันตรายเกินไป แต่องค์ชายแย้งว่าตอนนี้เสิ่นหยางอ๋องรู้แล้วว่าตนกำลังลับดาบ หากกลับลำตอนนี้อาจถูกต้อนให้จนมุม ขันทีพังสงสัยว่าองค์ชายวังยูจะรับมืออย่างไร องค์ชายตอบว่าต้องสร้างสภาพการณ์ให้บานปลายจนเปลี่ยนเป็นเรื่องใหญ่โต เสิ่นหยางอ๋องอาจใหญ่คับฟ้าและไม่เกรงกลัวใครในโครยอแต่ไม่ใช่กับต้าหยวน สิ่งแรกที่พวกตนจะทำคือการกว้านซื้อเกลือทั้งหมดในอินจู เมื่อพ่อค้าหยวนมาหาซื้อเกลือก็จะพากันบ่นว่าเกลือขาดตลาด หลังจากนั้นพวกตนจะปล่อยข่าวว่าเป็นเพราะเสิ่นหยางอ๋องลักลอบค้าเกลือ

หลังองค์ชายวังยูทำตามแผนที่วางไว้ เสิ่นหยางอ๋องกลับนั่งลับดาบพลางหัวเราะชอบใจเพราะไม่นึกว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลแห่งโครยอจะมีหัวคิด โจชัมแย้งว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาชื่นชมองค์ชาย ผู้ดูแลการค้าเกลือแถลงการณ์ว่าองค์ชายส่งคนมาคอยจับตาดูโกดังเกลือของพวกตนทำให้ไม่สามารถขนเกลือได้ เสิ่นหยางอ๋องเห็นโจชัมเป็นกังวลใจเพราะกลัวถูกราชสำนักหยวนจับได้ว่าพวกตนลักลอบค้าของต้องห้าม จึงบอกว่าคนที่จะถูกจับข้อหาลักลอบค้าของต้องห้ามไม่ใช่ตนแต่เป็นองค์ชายรัชผู้สืบสกุล หลังจากนั้น เสิ่นหยางอ๋องก็เรียกซึงนังมาพบเป็นการส่วนตัว โดยบอกว่าซึงนังเป็นคนเดียวที่ตนไว้ใจ จากนั้นก็มอบหมายภารกิจลับให้ซึงนัง

องค์ชายวังยูนั่งดีดกอมุนโกพลางวิเคราะห์ในใจว่า สิ่งแรกที่เสิ่นหยางอ๋องจะทำเพื่อให้เป็นการตอบโต้คือการส่งข้อมูลลวงมาให้ตน ที่ตนต้องทำก็แค่รอดูว่าเสิ่นหยางอ๋องจะส่งใครมา ทันใดนั้น ขันทีพังก็กล่าวว่ามีแขกมา ปรากฏว่าคนที่มาหาองค์ชายคือ…ซึงนัง! องค์ชายวังยูสงสัยว่าซึงนังมาพบตนทำไม ซึงนังเตือนว่าเขาเป็นคนเรียกร้องให้คุณสอนวิธียิงลูกธนูสั้น องค์ชายได้แต่แอบสงสัยในใจว่าซึงนังอาจเป็นคนที่เสิ่นหยางอ๋องส่งมาพบตน หลังฟังเคล็ดลับและดูซึงนังสาธิตวิธียิงลูกธนูสั้นผ่านรางไม้ องค์ชายก็ลองทำตามแต่พลาดเป้า มิหนำซ้ำยังโดนรางไม้ดีดมือจนเป็นแผลเหวอะ ซึงนังช่วยพันแผลให้ พลางปลอบใจว่าปกติแล้วต้องใช้เวลาในการฝึกถึง 3 ปีจึงจะยิงลูกธนูสั้นได้อย่างแม่นยำ

องค์ชายวังยูถามซึงนังว่าคุณหาเงินในอินจูด้วยวิธีไหนบ้าง ซึงนังตอบว่าหากตนรู้คงไม่ใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์ที่นี่ องค์ชายแกล้งเปรยว่า “ข้าได้ยินมาว่าเกลือเป็นแหล่งทำเงิน” ซึงนังกล่าวว่า “แหงล่ะ เพราะแบบงี้คนในวังถึงควบคุมการค้าเกลือไง” เมื่อซึงนังถามว่าองค์ชายรัชผู้สืบสกุลค้าเกลือด้วยหรือเปล่า องค์ชายวังยูยิ้มอย่างพึงพอใจเพราะเชื่อว่าซึงนังไม่ใช่สายลับ จากนั้นก็ถามกลับว่าซึงนังจะช่วยสอนจนกว่าตนจะยิงลูกธนูสั้นได้อย่างแม่นยำหรือเปล่า ซึงนังนึกถึงคำพูดของเสิ่นหยางอ๋องที่บอกให้ตนตีสนิทและทำให้องค์ชายไว้วางใจ เมื่อองค์ชายทวงคำตอบ ซึงนังก็บอกว่าค่าตัวตนไม่ใช่ถูกๆ และตัดบทว่าไว้ค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง จากนั้นก็ชวนองค์ชายไปเที่ยวชมเทศกาลโคมไฟ

ซึงนังเห็นชายชุดดำเล็งธนูไปที่องค์ชายวังยูจึงรีบพุ่งตัวไปหาองค์ชายจนล้มลงทั้งคู่ ลูกธนูจึงปักเข้าที่ต้นขาของซึงนัง องค์ชายมองว่าชายชุดดำกำลังจะยิงซ้ำจึงรีบพลิกตัวหลบก่อนลุกขึ้นมามองหาคนร้าย พอคิดว่าซึงนังเดินไม่สะดวกเพราะเจ็บแผล องค์ชายวังยูจึงรีบเข้าไปประคองด้วยความเป็นห่วง ซึงนังกล่าวว่าตนจะมีชีวิตอยู่ต่อไปจากนั้นก็หักด้ามธนูแล้วพยายามเดินต่อ องค์ชายบอกให้ซึงนังขี่หลังตน แต่ซึงนังปฏิเสธและพยายามเดินต่อไป องค์ชายจึงเดินเข้าไปอุ้มซึงนัง ซึงนังไม่อยากให้ใครเห็นจึงร้องบอกองค์ชายให้ปล่อยตน องค์ชายไม่ยอมปล่อยเพราะว่าซึงนังบาดเจ็บเพราะช่วยชีวิตตน โจชัมและชายชุดดำเห็นทุกอย่างเป็นไปตามแผนก็รู้สึกพึงพอใจ

องค์ชายวังยูอุ้มซึงนังไปที่โรงเตี๊ยมของตน ขันทีพังช่วยดึงลูกธนูออกให้และบอกว่าโชคดีที่ลูกธนูฝังไม่ลึกมาก เมื่อขันทีพังเดินออกไปเอายาทางด้านนอก องค์ชายจึงขอดูบาดแผลที่ต้นขาของซึงนัง ซึงนังพยายามปัดป้อง องค์ชายเลยฉีกขากางเกงของซึงนังเพื่อให้จะได้ดูแผลชัดๆ ซึงนังอายจนลืมไปว่าตนปลอมตัวเป็นชายเลยเผลอตบหน้าองค์ชายเต็มแรง เมื่อเห็นองค์ชายทำหน้าเหวอ ซึงนังเลยได้สติและแกล้งโวยวายว่าตนมีกางเกงตัวเดียว จากนั้นก็ขอให้องค์ชายชดใช้ค่าเสียหาย องค์ชายได้ยินแล้วแทบไม่เชื่อหู ขณะแช่ตัวในน้ำอุ่นเพลินๆ ซึงนังรู้สึกตระหนกตกใจเมื่อองค์ชายพยายามเปิดประตูเพื่อให้นำกางเกงตัวใหม่มาให้ เมื่อคิดว่าซึงนังลงกลอนและไม่ยอมเปิดประตูให้ตน องค์ชายก็บ่นว่าผู้ชายอะไรขี้อายชะมัด ซึงนังจึงเอ่ยปากไล่เสียงเข้ม ทำให้องค์ชายอดขำไม่ได้ที่ซึงนังโกรธตนจริงจัง

เสิ่นหยางอ๋องรู้สึกพอใจที่ซึงนังยอมเจ็บตัวเพื่อให้แลกกับการได้รับความไว้วางใจจากองค์ชายวังยู เขาเรียกซึงนังมาพบเพื่อให้มอบหมายภารกิจใหม่ให้ทำ โดยบอกว่าเมื่อถึงวันนัดให้ไปที่โกดังและดักซุ่มอยู่ตรงนั้นเพื่อให้รอคำสั่งให้ขนเกลือ ส่วนสถานที่ส่งของตนจะบอกในภายหลัง ที่ตนทำเช่นนั้นไม่ได้เป็นเพราะไม่ไว้ใจซึงนัง แต่เป็นการตัดปัญหาเพื่อให้จะได้ไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงกัน ซึงนังจึงถามว่าตนควรบอก ‘เขา’ (องค์ชาย) ว่าอย่างไร

ขณะทานอาหารกับองค์ชายวังยู ซึงนังเห็นเงาคนย่องผ่านหน้าห้องจึงรู้ว่าตนกำลังถูกสอดแนม คุณแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเริ่มทำตามแผนของเสิ่นหยางอ๋องด้วยการถามองค์ชายว่าทำไมเขาถึงถูกคนปองร้ายหมายเอาชีวิต องค์ชายวังยูตอบว่าเรื่องนั้นตนไม่อาจรู้ได้ ซึงนังจึงถามว่าเขากำลังสืบเรื่องการลักลอบค้าเกลือของเสิ่นหยางอ๋องอยู่เปล่า หากเป็นเช่นนั้นตนสามารถช่วยเขาได้ เพราะตนรู้จักพ่อค้าเกลือคนหนึ่งและเขาก็เป็นคนของเสิ่นหยางอ๋อง องค์ชายได้ยินดังนั้นจึงรู้ว่าซึงนังเป็นคนที่เสิ่นหยางอ๋องส่งมาให้ข้อมูลลวงกับตน เขาลอบชักดาบขณะที่ซึงนังกล่าวว่าอีกสี่วันข้างหน้าจะมีการลักลอบซื้อขายเกลือที่หมู่บ้านแฮวอล คุณบอกให้องค์ชายเตรียมตัวไว้ให้ดีเพราะข้อมูลนี้ไม่ได้มาฟรีๆ พูดจบคุณก็เดินออกจากห้องไป องค์ชายวังยูรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงไม่ลงมือฆ่าซึงนัง ทั้งยังสงสัยว่าตนอาจเริ่มชอบซึงนังเข้าแล้ว

สี่วันต่อมา ซึงนังพาลูกน้องไปขนเกลือให้เสิ่นหยางอ๋องตามคำสั่ง ขณะที่เสิ่นหยางอ๋องบอกชัมโจและผู้ดูแลการค้าว่าตนได้ส่งคนไปดักซุ่มที่แฮวอลแล้ว ถ้าหากองค์ชายรัชผู้สืบสกุลไปปรากฏตัวตรงนั้นก็จะจบชีวิตลงในทันที ผู้ดูแลการค้าเตือนว่าองค์ชายเป็นคนในราชวงศ์ เสิ่นหยางอ๋องจึงกล่าวว่าการฆ่าเชื้อพระวงศ์โดยไม่มีเหตุผลย่อมมีโทษหนักและทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่คนๆ นี้เป็นพวกกบฏที่ลักลอบค้าเกลือ

องค์ชายวังยูออกจากโรงเตี๊ยมแล้วบอกคนของตนให้มุ่งหน้าไปที่แฮวอล หลังเดินทางได้สักพักจอมพัคก็แย้งว่านี่ไม่ใช่ทางไปแฮวอล องค์ชายจึงบอกทุกคนว่าความจริงแล้วพวกตนกำลังตามจับขบวนการลักลอบค้าเกลือ ดังนั้นห้ามเป็นข้างลงมือก่อนโดยเด็ดขาด เมื่อไปถึงที่หมายแล้วพบว่ามีการขนเกลือจริง (ซึงนังและลูกน้องเป็นคนขนเกลือ) องค์ชายจึงกำชับจอมพัคและคนอื่นๆ ให้คอยจับตาดูเงียบๆ จนกว่าการซื้อขายจะเสร็จสิ้น เมื่อซึงนังสั่งให้ลูกน้องเริ่มเคลื่อนขบวน ก็มีคนยิงธนูผ่านหน้าซึงนังหนึ่งดอก ซึงนังบอกลูกน้องว่ามีคนดักซุ่มโจมตีและสั่งให้ทุกคนกระจายกำลังต่อสู้ องค์ชายวังยูเห็นดังนั้นจึงหันไปถามกึ่งตำหนิลูกน้องว่าใครเป็นคนยิง มูซงไม่รอช้ารีบสั่งให้ทุกคนรับมือทันที หลังจากนั้นทั้งสองข้างก็ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดแต่สุดท้ายซึงนังก็เป็นข้างพ่ายแพ้

ขันทีพังกล่าวว่านอกจากซึงนังแล้วไม่มีใครรู้ว่าสถานที่ส่งมอบเกลือคือที่ใด มูซงสงสัยว่าองค์ชายวังยูรู้ได้อย่างไรว่าแฮวอลเป็นกับดัก องค์ชายกล่าวว่าก่อนหน้านี้มีคนยิงธนูเผ่านาในห้องตนพร้อมข้อความที่กล่าวว่าแฮวอลเป็นสถานที่ลวงและซึงนังกำลังจะขนส่งเกลือ ขันทีพังสงสัยว่าทำไมองค์ชายถึงเก็บเรื่องนี้เป็นความลับโดยไม่บอกให้พวกตนรู้ องค์ชายจึงบอกว่ามีสายลับในหมู่พวกตน มูซงถามว่าคนที่ส่งผ้าโพกหัวมาให้องค์ชายเป็นคนส่งข้อความนี้มาให้หรือ องค์ชายกล่าวว่าคนที่ติดต่อกับผู้ตรวจการชาวหยวนในตอนแรกคอยช่วยตน (เดิมทีคนส่งข่าวต้องการแจ้งเบาะแสกับผู้ตรวจการชาวหยวน แต่องค์ชายวังยูอาสาทำงานนี้แทน และยังคงสานต่อภารกิจหลังผู้ตรวจการถูกลอบฆ่า) เมื่อขันทีพังถามว่าคนๆ นั้นเป็นใคร องค์ชายตอบว่าตนก็อยากรู้เหมือนกันว่าตอนนี้ผ้าโพกหัวที่ตนส่งไปอยู่ที่ใคร

ซึงนังซึ่งถูกจับมัดในห้องคุมขังและอยู่ในสภาพอ่อนแรงทำผ้าโพกหัวตก ถึงกระนั้นก็ยังมีผ้าโพกหัวอีกเส้นพันรอบศีรษะคุณ (คุณโพกผ้าสองชั้นและชั้นในคือผ้าโพกหัวสีน้ำเงินขององค์ชายวังยู) ซึงนังมองผ้าโพกหัวที่ตกอยู่บนพื้นพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่คุณถูกม้าเตะแล้วเสิ่นหยางอ๋องพามาพักรักษาตัวที่จวนโดยนึกว่าคุณเป็นเด็กผู้ชาย คุณแอบได้ยินถังฉีซื่อบ่นกับเสิ่นหยางอ๋องว่าหลังฆ่าพวกผู้หญิงชั้นต่ำทั้งหมดที่หลบหนีแล้ว (หนึ่งในนั้นคือแม่ของคุณ) ก็เหลือสตรีบรรณาการอยู่ไม่มาก พวกตนจึงอยากได้เพิ่ม เสิ่นหยางอ๋องกล่าวว่าอยากได้อีกกี่ร้อยกี่พันคนก็เชิญนำกลับไปได้ตามสบาย ในตอนนั้นซึงนังแทบช็อคเมื่อเห็นใบหน้าของถังฉีซื่อชัดๆ เพราะเขาคือคนที่ฆ่าแม่และพยายามฆ่าคุณ ถึงกระนั้นซึงนังก็ได้แต่ร่ำไห้และเก็บความเคียดแค้นเอาไว้ในใจ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นแล้วซึงนังก็น้ำตาไหลพราก ทันใดนั้นก็มีคนเดินเผ่านาในห้องและหยิบผ้าโพกหัวที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาให้คุณ ซึงนังมองชายที่อยู่ตรงหน้าพลางนึกในใจว่า…คนๆ นี้คือสายลับของเสิ่นหยางอ๋อง